เทอร์โมสตัตสำหรับละลายน้ำแข็งของตู้เย็น (หรือที่เรียกว่า เทอร์โมสตัตสำหรับควบคุมอุณหภูมิในการละลายน้ำแข็ง) เป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัย ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดการให้ความร้อนมากเกินไปในระหว่างรอบการละลายน้ำแข็ง เพื่อปกป้องคอยล์ระเหย (Evaporator Coil) และชิ้นส่วนรอบๆ ไม่ให้เกิดความเสียหาย โดยเทอร์โมสตัตทำงานร่วมกับตัวจับเวลาการละลายน้ำแข็ง (Defrost Timer) และตัวให้ความร้อนสำหรับละลายน้ำแข็ง (Defrost Heater) ดังนี้ เมื่อตัวจับเวลาเริ่มรอบการละลายน้ำแข็ง (ทุก 8-12 ชั่วโมง โดยแต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 10-30 นาที) ตัวให้ความร้อนจะทำการละลายชั้นน้ำแข็งที่สะสมอยู่บนคอยล์ระเหย ในขณะเดียวกัน เทอร์โมสตัตจะคอยตรวจสอบอุณหภูมิของคอยล์ โดยตัวเซ็นเซอร์ของเทอร์โมสตัตทำจากโลหะสองชนิด (Bimetallic Sensor) เมื่อคอยล์ถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ (โดยปกติประมาณ 5-10 องศาเซลเซียส) เทอร์โมสตัตจะทำงานตัดวงจรเพื่อปิดการทำงานของตัวให้ความร้อน ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้คอยล์รับความร้อนมากเกินไป และป้องกันไม่ให้อาหารในช่องเย็น (refrigerator compartment) เสียหาย อีกทั้งเมื่ออุณหภูมิของคอยล์ลดลงถึงระดับต่ำ (-5 ถึง 0 องศาเซลเซียส) เทอร์โมสตัตจะกลับเข้าสู่สภาพเดิวเองโดยอัตโนมัติ ทำให้ตู้เย็นสามารถกลับมาทำงานในโหมดปกติได้ คุณสมบัติหลักๆ ได้แก่ ช่วงอุณหภูมิที่รองรับ -40°C ถึง 60°C (เพื่อรองรับสภาพการทำงานของตู้เย็นและช่องแช่แข็ง) และมีค่ากระแสไฟฟ้าที่รองรับได้ 10A/250V (เพื่อรองรับการใช้พลังงานของตัวให้ความร้อนในการละลายน้ำแข็ง) หากเทอร์โมสตัตเกิดความเสียหาย มักจะนำไปสู่ปัญหาสองแบบหลักๆ คือ หากเทอร์โมสตัตเสียหายในลักษณะเปิดวงจร (No Continuity) ตัวให้ความร้อนจะไม่ทำงาน ทำให้น้ำแข็งสะสมมากเกินไป (ลดประสิทธิภาพการเย็น และกีดขวางการไหลเวียนของอากาศ) หรือหากเทอร์โมสตัตเสียหายในลักษณะปิดวงจรตลอดเวลา (Stuck On) ตัวให้ความร้อนจะทำงานตลอดเวลา ทำให้เกิดการให้ความร้อนมากเกินไป (อุณหภูมิในตู้เย็นสูงขึ้น อาหารในช่องแช่แข็งละลาย) และอาจทำให้ตัวให้ความร้อนไหม้ได้ การเปลี่ยนเทอร์โมสตัตใหม่ จำเป็นต้องเลือกให้ตรงกับค่าอุณหภูมิที่กำหนด และรูปแบบการติดตั้ง (แบบหนีบกับคอยล์ระเหย หรือแบบยึดด้วยสกรู) ตามรุ่นของตู้เย็น (เช่น GE, LG, Siemens) มาตรฐานสากล เช่น CE (ยุโรป) และ CCC (จีน) ช่วยให้มั่นใจได้ว่าสามารถใช้งานร่วมกับระบบไฟฟ้าในแต่ละภูมิภาคได้ ในขณะที่ชิ้นส่วนแบบ OEM และแบบหลังการขาย (Aftermarket) ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของตลาด ตั้งแต่ตู้เย็นสำหรับใช้ในบ้านเรือนไปจนถึงตู้เย็นสำหรับใช้ในเชิงพาณิชย์